สวน

เจ้ากระต่ายตัวร้าย

Run, rabbit, run. Rabbit, run, run, run.

เพลงนี้มีเนื้อร้องว่า

Run, rabbit, run, rabbit, run, run, run. Don’t give the farmer his fun, fun, fun… Bang, bang, bang, bang goes the farmer’s gun. Run, rabbit, run, rabbit, run, run, run, run…

แปลง่าย ๆ ก็คือ เจ้ากระต่ายน้อย จงวิ่งหนีไปซะ ก่อนที่จะถูกชาวไร่ชาวนากำจัด

ฟังเผิน ๆ เหมือนกับว่าเจ้ากระต่ายช่างน่าสงสารนะคะ แต่ป้าเห็นใจชาวไร่ชาวนาไม่น้อยเลยค่ะ ถ้าต้องรบกับกระต่าย เพราะที่บ้านป้าเองนั้น ดอกไม้ใบไม้ พืชผักสวนครัว กระต่ายมากัดกินอยู่เรื่อย จนป้าแทบไม่รู้ว่าจะทำยังไง ได้แต่คิดว่าปลูกผักเลี้ยงกระต่ายละกัน

กระต่ายบ้านหรือกระต่ายป่า

กระต่ายพวกนี้ไม่ใช่กระต่ายเลี้ยง ไม่มีเจ้าของ แต่ก็ไม่ใชกระต่ายป่า ป้าจะขอเล่าถึงความแตกต่างระหว่างกระต่ายธรรมดากับกระต่ายป่าเล็กน้อย เท่าที่ทราบค่ะ

กระต่ายธรรมดา คือ rabbits ไม่แน่ใจว่าควรเรียกกระต่ายบ้านหรือเปล่า เพราะไม่ใช่สัตว์เลี้ยงในบ้าน เขาอยู่กันเองตามทุ่งหญ้า หรือในสวนตามบ้านเรือน ส่วนกระต่ายป่า คือ hares จะอยู่ตามป่าจริง ๆ คือที่มีต้นไม้เยอะ ๆ หรือตามทะเลทรายก็มีค่ะ

กระต่ายธรรมดา ตัวเล็กกว่า ขาสั้น หูสั้น กลมมน โดดหยอง ๆ อยู่บนสนามหญ้า อาศัยอยู่ในโพรงใต้ดิน อยู่กันเป็นครอบครัว หรือหลายครอบครัว ลูกกระต่ายเรียกว่า kit(s) หรือ kitten(s) เกิดมาไม่มีขน ตาปิด มองไม่เห็น ช่วยตัวเองไม่ได้ แม่กระต่ายจะอยู่เลี้ยงดูลูกถึงอายุราว 8 สัปดาห์

ส่วนกระต่ายป่า เป็นสัตว์ป่า แข็งแรงกว่า ขายาวกว่า หูยาวกว่า กระโดดและวิ่งได้เร็วมาก จัดเป็นสัตว์ที่วิ่งเร็วชนิดหนึ่งเลยค่ะ และเนื่องจากเป็นสัตว์ที่ช่วยตัวเองได้ เขาจะไม่อยู่กันเป็นครอบครัวนะคะ จะอยู่ตัวเดียว ไม่ขุดโพรงอยู่ใต้ดินแต่หลบอยู่ตามดงไม้ ในฤดูหนาวจะออกมาหาคู่กันเพื่อผสมพันธุ์ ลูกกระต่ายป่าเรียกว่า Baby Hare เกิดมามีขนเต็มตัว ตาเปิด มองเห็นได้ สามารถกระโดดและอยู่เองได้ตั้งแต่อายุไม่ถึงชั่วโมง แม่กระต่ายป่าจะเลี้ยงลูกอยู่ประมาณ 2 – 3 สัปดาห์

กระต่ายธรรมดาชอบกินนิ่ม ๆ เช่น ยอดอ่อนของต้นไม้ กินผัก แครอท และเล็มหญ้า ส่วนกระต่ายป่าชอบอาหารที่แข็งกว่านั้น เขามีฟันที่แข็งแรง จะแทะรากไม้ เปลือกไม้ พุ่มไม้แข็ง ๆ และกิ่งไม้ค่ะ ถ้าอยู่ตามทะเลทรายเขาก็กินตะบองเพชรค่ะ

ที่บ้านป้า มีกระต่ายธรรมดาหลายตัว ขุดโพรงกันอยู่ใต้ดิน ข้างบนเป็นพุ่มไม้ น่าจะลึกพอสมควรเพราะอยู่กันหลายตัว เขาออกมาหากินกันเป็นครอบครัวกันอยู่เรื่อย ตามสบาย ไม่ค่อยเกรงใจคนหรอกค่ะ

ทำลายต้นไม้

ถ้ากระต่ายกินแต่หญ้า ป้าก็คงไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่เขากินดอกไม้ ใบไม้ รวมทั้งผักในแปลงด้วย ป้าจึงเห็นใจชาวไร่ชาวนามาก ป้ามีสวนเล็ก ๆ ซึ่งป้ากับลูก ๆ ปลูกผักและดอกไม้ตระกูลล้มลุกกัน เริ่มเพาะเมล็ดกันในบ้านตอนต้นฤดูใบไม้ผลิ แล้วจึงเอาลงดินเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น พืชผักและดอกไม้พวกนี้จะเริ่มโต กินได้ เมื่อย่างสู่ฤดูร้อน

สัตว์พวกนี้ฉลาด เขารู้จักเลือกกิน ถ้ายังอ่อนอยู่เขาก็ไม่กิน เช่น แครอทต้นเล็ก ๆ อยู่รอดปลอดภัยเสมอ แต่เมื่อเริ่มหัวใหญ่ขึ้น ยังไม่ต้องโตเต็มที่หรอก เพียงแค่น่ากินเท่านั้นละ เขามาเก็บกินกันหมดทั้งแปลงได้ในแค่ข้ามคืนเท่านั้น ผักกาด กะหล่ำปลี เขาก็กินหมด ที่ไม่ชอบก็ได้แก่ ผักที่กลิ่นแรง เช่น ต้นหอม ผักชี กุยช่าย โหระพา สะระแหน่ โรสแมรี สมุนไพรต่าง ๆ ค่ะ

ป้าพยายามทำใจไว้ตลอดว่าปลูกผักเลี้ยงแมลง นก กวาง กระรอก และกระต่าย เราไปตลาดซื้อผักได้ ที่มีในสวนก็แบ่งให้เขากินบ้าง แล้วเราก็ได้ดูสัตว์เพื่อความเพลิดเพลิน

เราคิดได้แต่ชาวไร่ชาวนาเขาคิดแบบนี้ไม่ได้หรอกค่ะ ถึงได้มีเพลงชาวไร่กำจัดกระต่ายมาให้ร้องกัน

วิธีกำจัดกระต่าย

คู่มือทำสวนบอกว่า กระต่ายป้องกันง่าย สัตว์พวกนี้อาศัยบนพื้นดิน ให้ทำรั้วกั้น โดยให้รั้วสูงประมาณหนึ่งฟุต เขากระโดดข้ามไม่ได้ ป้าทดลองทำแล้วค่ะ เขาโดดไม่ได้ แต่ขุดรูมาใต้รั้วเลย หรือแม้แต่ทำกระบะสูงหนึ่งฟุต ใส่ดินและปลูกผักในนั้น เขาก็ขี้นไปเล็มกินกันได้ ป้าไม่เคยเห็นว่าเขาโดด หรือปีนขึ้นไปยังไง ทราบแต่ว่า เช้าตื่นมาผักก็แหว่งไปแล้ว

พ่นสเปรย์กลิ่นที่เขาไม่ชอบ ทั้งกลิ่นสบู่หรือน้ำหอมมนุษย์ และกลิ่นฉี่หมาจิ้งจอก ปลูกผักกลิ่นแรง ๆ ป้าลองมาหลายชนิดแล้ว ที่ยังไม่เคยทำก็คือเลี้ยงสุนัขและวางกับดักกระต่าย จนบัดนี้ก็ยังกำจัดเขาไม่สำเร็จ คงต้องรบกันต่อไปเรื่อย ๆ แบบนี้ค่ะ

กฎธรรมชาติ

ที่บ้านป้า คู่ปรับของกระต่ายพวกนี้คือหมาจิ้งจอกและเหยี่ยว ซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน

สัตว์พวกนี้สัญชาตญานดี ถ้าเมื่อไหร่ป้าเห็นหมาจิ้งจอกค่อย ๆ เดินมาแต่ไกล หรือเหยี่ยวบินมาลิบ ๆ พ่อแม่กระต่ายก็จะเรียกลูกหลบลงโพรง แต่ก็มีบ้างที่เขาหลบไม่ทัน เราก็จะเห็นผู้ล่าวิ่งไล่หรือบินจู่โจม และผู้เป็นอาหารก็โกยแน่บ หนีไปตามพุ่มไม้บ้าง ลอดรั้วไปบ้านข้าง ๆ บ้าง แล้วแต่ที่เขาจะไป และผู้ล่าก็วิ่งไล่ หรือบินคุมเชิงอยู่เช่นกัน ซึ่งป้าก็ลุ้นทุกครั้ง ขอให้กระต่ายน้อยจงรอดปากเหยี่ยวปากจิ้งจอก

แต่ธรรมชาติก็มีกฎของมันเอง ป้าเห็นวงจรห่วงโซ่อาหารนี้อยู่ตลอดปี กระต่ายจะไม่ค่อยออกมาให้เห็นในช่วงหน้าหนาว เขาอยู่สร้างครอบครัวกันในโพรงใต้ดิน แต่พออากาศเริ่มอุ่นขึ้น เมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิ เขาจะออกมาหากิน และจะมีลูกกระต่ายตัวเล็ก ๆ ด้วยค่ะ ซึ่งจะเป็นประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน เหมาะกับคำว่า Easter Bunny อย่างยิ่ง

เมื่อกระต่ายเริ่มชุก หมาจิ้งจอกก็จะมาให้เห็นบ่อย ๆ แล้วประชากรกระต่ายก็จะเริ่มลดลง ตามด้วยหมาจิ้งจอกหายไป แล้วก็กลับมาชุกอีก เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ

Food for thoughts คิดเล่น ๆ

คำถามส่งท้ายนะคะ

  • ทำไมฝรั่งเขาถึงใช้คำว่า Easter Bunny?
  • กระต่ายออกลูกเป็นไข่หรือเป็นตัว?