เลี้ยงลูก

ลูกไม่หายใจ ตอนที่ 3

เมื่อลูก(2 คน)กลับบ้าน พร้อมมอนิเตอร์(2 ตัว)

หมายเหตุ หากมีคำถามขอให้ปรึกษาแพทย์ สมัยนี้การแพทย์ก้าวหน้ามาก ป้าไม่ใช่หมอนะคะ เขียนบทความนี้เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ หวังว่าจะมีประโยชน์กับผู้ที่อาจกำลังเจอเหตุการณ์เดียวกัน ป้าเล่าเรื่องนี้ในสามตอนคือ 1. ในห้องไอซียูทารกแรกเกิด 2. อาการหยุดหายใจ และ 3. เมื่อลูกกลับมาบ้าน ป้าขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผ่านช่วงนี้ไปได้ด้วยดีค่ะ

ใคร ๆ ก็ย่อมอยากต้อนรับสมาชิกใหม่ของบ้าน แม่คลอดลูกแล้วย่อมอยากกลับบ้านพร้อมลูกใช่มั้ยคะ แต่ถ้าคุณหมอเห็นว่าเขายังไม่พร้อม เราก็ต้องรอด้วยความอดทน และถ้าคุณแม่มีลูกแฝดสองคนขึ้นไป ยิ่งจะต้องอดทนและเหนื่อยมากขึ้นไปอีก การเดินทางไปกลับระหว่างบ้านและโรงพยาบาล ในสภาพที่แม่เพิ่งคลอดลูก ซึ่งมักจะเป็นการผ่าตัด และลูกยังอยู่ใน NICU ไม่ว่าจะคนเดียว หรือพร้อมกันทั้งสองคน (หรือมากกว่า) แม่จะต้องใช้พลังงานและกำลังใจมหาศาลทุกวันคืน ป้าขอยกตัวอย่างเช่น แม่ให้นมเองกับลูกคนที่อยู่บ้าน ขณะเดียวกันก็ต้องปั๊มนมใส่ถุงเพื่อนำไปให้คุณพยาบาลให้ลูกอีกคน แผลผ่าตัดของตัวเองก็ยังไม่หายเจ็บดี ป้าเอาใจช่วยทุกคนนะคะ

เมื่อคุณหมอเห็นว่าเขาพร้อม ก็จะอนุญาตให้เขากลับบ้านได้ แม้บางครั้งเขาจะยังไม่หายขาดจากภาวะหยุดหายใจ (Apnea of Prematurity หรือ AOP) ในกรณีนี้เขาจะต้องใช้มอนิเตอร์เพื่อเฝ้าวัดและบันทึกการหายใจและการเต้นของหัวใจตลอดเวลา ลูกแฝดของป้าก็เช่นกันค่ะ ป้าต้องเช่าเครื่องนี้ออกมาจากโรงพยาบาลด้วย ลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม มีสายต่อมากับแผ่นสำหรับแปะไว้บนหน้าอกของทารก ถ้าเมื่อไหร่ที่เครื่องพบว่าเขาหยุดหายใจนานเกินไป หรือหัวใจเต้นช้าเกินไป สัญญานก็จะดังขึ้น ดังมากค่ะ ผู้ใหญ่ตกใจได้ทุกครั้ง แต่แปลกที่คู่แฝดอีกคนไม่สะดุ้งสะเทือนอะไร ถ้ายังหลับอยู่ก็หลับต่อไปได้ เป็นทารกนี่ดีจริง ๆ

การมีมอนิเตอร์ที่บ้าน ช่วยให้ป้าอุ่นใจขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลด้วย เพราะเครื่องนี้จะเตือนให้นึกว่าเขาสามารถหยุดหายใจได้ทุกเมื่อ ป้าเฝ้าดูหน้าอกและท้องของเขาวันละ 24 ชั่วโมง กลัวว่าเขาจะหยุดหายใจ กลายเป็นว่าเมื่อเขาตื่น เราเหนื่อยดูแลเขา แต่พอเขาหลับเงียบ เราก็กังวลอีก อ้อ… ยังไม่รวมถึงกิจกรรมให้นมคนละทุกสองชั่วโมง (เด็กพรีมี่ตัวเล็กมากค่ะ กินนมได้ครั้งละน้อยจึงต้องกินบ่อย เขาหลับก็ต้องปลุกให้กิน) เรื่มโดยการเปลี่ยนผ้าอ้อม ให้นม อุ้มให้เขาเรอ แล้วเอาเขานอน (แล้วก็สลับคน วนไปทำแบบเดียวกัน) ลูกหลับสบายแต่แม่แทบไม่ต้องหลับเลย ไว้ป้าจะเล่าให้ฟังนะคะ

เครื่องนี้จะต้องติดกับตัวเด็กตลอดเวลา เราสามารถปิดเครื่องและถอดสายออกจากเขาได้ เช่นเมื่ออาบน้ำให้เขา หรือเมื่อเขาตื่นและยุกยิกมาก อยากเล่น ประมาณนี้นะคะ แต่ละครอบครัวก็จะต่าง ๆ กันไปค่ะ

เด็กสองคน มอนิเตอร์สองเครื่อง ป้าพบว่าเตียงเด็กอ่อน (Cribs) เป็นอุปสรรคมาก การก้ม ๆ เงย ๆ เคลื่อนย้ายเด็กและเครื่อง ทั้งยังมีสายระโยงระยาง ไม่ว่าจะปลดสายก่อนแล้วแปะใหม่อีกที หรือค่อย ๆ ยกเข้าออกทีละสิ่ง ป้ามีสองมือ รู้สึกทุลักทุเลมากค่ะ ในที่สุดป้าเลยเก็บเตียง แล้วปูที่นอนกับพื้น เขานอนกันคนละฟูก และป้าก็นอนอยู่บนพื้นเดียวกัน แบบนี้ป้าไม่ต้องลุกนั่ง ก้มเงยบ่อย ๆ และไม่ต้องกลัวทำลูกตกด้วยค่ะ เครื่องก็วางอยู่บนพื้นนั่นแหละ จะเปลี่ยนเสื้อผ้า เอาแขนขาเขาใส่เสื้อกางเกง เอาสายลอดออกมาทางช่องที่จะไม่พันตัว และเขาไม่รำคาญก็สะดวกขึ้น ถ้าเขายุกยิกจนสายหลุด เราก็จัดการติดสายกลับเข้าที่เท่านั้นค่ะ

เครื่องมอนิเตอร์ใช้แบตเตอรี่ แต่เราไม่ต้องชาร์จแบตเอง ป้านำเครื่องที่แบตเต็มกลับบ้าน คุณหมอนัดอ่านบันทึกการหายใจทุกอาทิตย์ คุณหมอที่ดูแลเรื่องนี้มาตั้งแต่ยังอยู่ที่โรงพยาบาลคือ แพทย์เชี่ยวชาญทางปอดเด็ก เรียกว่า Pediatric Pulmonologist ค่ะ เมื่อไปพบคุณหมอ เขาก็จะเปลี่ยนแบตเตอรี่อันใหม่ให้ จากข้อมูลการหายใจที่เครื่องบันทึกไว้ คุณหมอจะทราบว่าเขาหายใจปกติหรือยัง หยุดหายใจบ่อยแค่ไหน หรือมีสัญญานเกิดขึ้นเมื่อไหร่บ้าง เป็นสัญญานปลอม (False Alarm) หรือสัญญานจริง (Real Alarm)

สัญญานปลอมคือสัญญานที่ดังขึ้น (ย้ำ ดังมาก) ขณะที่เขายังหายใจปกติดีอยู่ ป้าจำได้ว่าเกิดขึ้นบ่อย สาเหตุมีสารพัดนะคะ บางครั้งสัญญานของตัวเด็กหายไปจากเครื่องเพราะแผ่นแปะหน้าอกเคลื่อนไปอยู่ที่อื่น หรือหลุดออกจากตัว บางครั้งสายวัดหลุดจากเครื่องเพราะเขาเคลื่อนไหวมาก

ส่วนสัญญานจริงเกิดขึ้นเมื่อเขาหยุดหายใจ หรือบางครั้งเครื่องจับได้ว่าเขาหายใจหรือหัวใจเต้นผิดปกติ เนื่องจากเขาอาจเบ่งอุจจระแรงกว่าปกติ หรือเขารีบกินนมแล้วสำลัก หรือเขาแหวะ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกิจกรรมปกติของทารก แต่เครื่องก็มีหน้าที่เตือนเราค่ะ

ป้าพาลูกไปพบคุณหมอเป็นประจำตามนัด เมื่อคุณหมอพอใจกับการหายใจของเขาก็สั่งให้ป้าค่อย ๆ ลดการใช้เครื่องค่ะ เช่นใช้เฉพาะเวลากลางคืน หรือตอนกลางวันเมื่อเแม่ไปอาบน้ำ แล้วก็ลดลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดคือหยุดใช้เครื่องค่ะ กรณีของป้าคือประมาณหนึ่งเดือนหลังจากเขากลับบ้าน โดยทั่วไปหลังจากคุณหมออนุญาตแล้วจะขึ้นอยู่กับแต่ละครอบครัวว่าพร้อมเมื่อไหร่ค่ะ

สำหรับป้า การถอดเครื่องมอนิเตอร์เป็นความรู้สึกโล่งใจ ดีใจที่ไม่ต้องกลัวเขาหยุดหายใจแล้ว และรู้สึกยินดีที่เขาผ่านความเสี่ยงมาอีกขั้นแล้ว ขอให้ทุกท่านผ่านช่วงนี้ไปด้วยดีเช่นกันค่ะ